LINE MAN Wongnai is investing 80 million THB to launch “Food Culture Awakening Old Districts” campaign in collaboration with the Tourism Authority of Thailand (TAT).  This campaign aims to invigorate the local economy in Bangkok’s historic districts, including Song Wat, Talat Noi, and Nang Loeng.  The campaign seeks to revitalize these old districts, offering a unique food tourism experience for both Thai and international tourists, starting from now until October 31, 2024.

Mr. Yod Chinsupakul, CEO LINE MAN Wongnai stated “Partnering with TAT combines the expertise from both of our parties which are tourism and food.  The campaign focuses on elevating secondary tourist areas like Song Wat, Talat Noi, and Nang Loeng to have the same potential as internationally renowned tourist spots like Yaowarat.  We aim to revitalize these historic neighborhoods. Additionally, we are collaborating with local restaurant operators, which we believe will help stimulate the local economy, to blend food, arts, cultures, and lifestyle experiences together.  We’re also offering discount codes for LINE MAN RIDE to ensure convenient and safe travel for visitors, allowing them to fully experience the atmosphere.”

“LINE MAN Wongnai x TAT Food Culture Awakening Old Districts” under the concept of ‘Day-to-night Foodmaster Journey’, aims to revitalize Song Wat, Talat Noi, and Nang Loeng.  Visitors can enjoy the Cafe Art Collaboration by Tum Ulit, as well as ‘The Food Culture Journey by Awakening’ the light and digital art festival.  There will also be live performances from renowned artists, along with weekend workshops throughout September.

While Ms. Thapanee Kiatphaibool, Governor of the Tourism Authority of Thailand (TAT) expressed “We are delighted to partner with LINE MAN Wongnai on this campaign. It marks a significant step in elevating food tourism through an on-demand platform that excels in restaurant services, including food delivery and ride-hailing.  This collaboration aims to attract both domestic and international tourists to experience the diverse food culture of Thailand while boosting the local economy.  It also provides a platform for restaurants in old districts and other areas to gain recognition, further promoting Thai cuisine as a Soft Power on the global stage.”

For Art Enthusiasts: Don’t Miss Tum Ulit’s Cafe Art Collaboration.

 LINE MAN Wongnai teams up with ‘Tum Ulit’, the famous artist who brings the unique beauty of old district architecture to life.  His works will be displayed in Song Wat, Talat Noi, and Nang Loeng, blending modern perspectives into these historic areas.

For Workshops’ Lovers: Join the activities throughout September.

There are plenty of workshops happening on every weekend varying from painting, kneading Chinese buns, making the crispy jellies, and molding upcycled keychains.  For further information, please visit https://www.facebook.com/linemanth/.

For Celebrities Aficionados: Bring back the fun vibes.

On every Saturday in September, famous artists and celebrities, including Off Jumpol and Landokmai (September 14), Winnie Thanawin, Stang Kittiphop, and Scrubb (September 21), will burst out the live session and mini-concerts from 6:00 PM to 8:30 PM.

‘The Food Culture Journey by Awakening’ is here to revive the old districts.

Song Wat and Talat Noi districts will come alive with stunning light displays. Explore the districts, rediscover their charm, and experience these Bangkok’s old neighborhoods.

Experience lifestyle and food tourism through the “LINE MAN Wongnai x TAT Food Culture Awakening Old Districts” campaign in Song Wat, Talat Noi, and Nang Loeng, from now until October 31, 2024. 

For press inquiries, please contact

LINE MAN Wongnai’s Corporate Communication team: [email protected]

News Release View More

LINE MAN MART จัดแคมเปญ “ช้อปร้านใกล้บ้าน ขาดอะไรก็มี” ส่งฟรี 3 กม.

LINE MAN MART ครบรอบ 1 ปี จัดแคมเปญ “ช้อปร้านใกล้บ้าน ขาดอะไรก็มี” ส่งฟรี 3 กม. เดินหน้าสนับสนุนร้านค้ารายย่อยบนแพลตฟอร์มให้เติบโตในสภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ Help Thai People Live Better  ตลอดปีที่ผ่านมา LINE MAN MART มีอัตราการเติบโตกว่า 7 เท่า พร้อมทั้งขยายพื้นที่บริการจังหวัดต่างๆอย่างต่อเนื่อง อาทิ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี, อยุธยา, ชลบุรี และระยอง เป็นต้น ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจร้านค้ารายย่อยไปมากกว่า 60,000 ร้านค้า นอกจากเพิ่มรายได้ให้กับพ่อค้า แม่ค้าแล้วนั้น ยังเพิ่มความสะดวกและความหลากหลายให้กับผู้บริโภคอีกด้วย โดยประเภทสินค้ายอดนิยมที่คนนิยมสั่งมากที่สุดบน LINE MAN MART ได้แก่ ประเภทเนื้อสด, ผักสด, ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์, อาหารแห้งของชำ และผลไม้สด ตามลำดับ  LINE MAN MART จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนร้านค้ารายย่อยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กระตุ้นยอดขายกระจายรายได้ให้ร้านใกล้บ้าน ผ่านแคมเปญ “ช้อปร้านใกล้บ้าน ขาดอะไรก็มี” จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ มอบส่วนลด 15% สูงสุด 150 บาท เพียงใส่โค้ด ‘NEARYOU’ เมื่อสั่งขั้นต่ำ 250 บาท จากร้านค้าใกล้บ้าน ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2565 สั่งได้เลยที่ https://lineman.onelink.me/1N3T/ee99cyru ซึ่งการสนับสนุนของ LINE MAN MART ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ Help Thai People Live Better ในการช่วยยกระดับร้านค้าให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย และช่วยยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น  *โค้ดส่วนลดมีจำนวนจำกัดต่อวัน *เฉพาะร้านที่ร่วมรายการ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

LINE MAN Wongnai

26 Oct 2022

สรุปบทเรียน 3 เคสจริงร้านอาหารเดลิเวอรี รับเทรนด์ “แพ็กเกจรักษ์โลก”

สรุปบทเรียน 3 เคสจริงร้านอาหารเดลิเวอรี รับเทรนด์ “แพ็กเกจรักษ์โลก” เติบโต อัตราการผลิตพุ่ง ดันต้นทุนต่อชิ้นปรับลดลงราว 50% จากสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการ Work from home มีการขนส่งทั้งอาหาร พัสดุ สินค้า ฯลฯ มากขึ้นเป็นผลให้ปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มสูง ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 (ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19) มีอัตราการสร้างขยะพลาสติกเฉลี่ย 96 กรัม/คน/วัน ในขณะที่ปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 134 กรัม/คน/วัน เพิ่มขึ้นกว่า 40%* นี่เป็นเหตุผลที่ภาครัฐและภาคธุรกิจหันมาสนใจประเด็นบรรจุภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อมหรือ Eco-packaging มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารยังคงมีภาพจำเรื่องข้อจำกัดเรื่องต้นทุน และคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ที่อาจไม่สามารถใส่อาหารได้ทุกประเภท วันนี้เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ Eco-packaging ก้าวหน้าขึ้น มีต้นทุนที่ถูกลงกว่าเมื่อก่อน บทความนี้จึงสรุปบทเรียน 3 เคสจริงของร้านอาหารเดลิเวอรีบน LINE MAN หลังใช้แพ็กเกจรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เจ้าของร้านอาหารอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ Sizzler: เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับชนิดของอาหาร สร้างประสบการณ์การกินที่ดีให้กับผู้บริโภค Sizzler หนึ่งในร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของเมนูอาหารสไตล์ตะวันตก ทั้งสเต๊ก ซีฟู้ด และสลัด ได้ตื่นตัวและปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว ปัจจุบัน Sizzler ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นสัดส่วน 90% ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด คุณกรีฑากร ศิริอัฐ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอส แอล อาร์ ที จำกัด (Sizzler) เล่าว่า “Eco-packaging ที่แบรนด์เลือกใช้มีทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber–Based Packaging) ที่ทำมาจากเส้นใยคุณภาพ มีความคงทนสูง สามารถนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟได้ ซึ่งเรานำมาใช้เพื่อบรรจุสเต๊ก นอกจากนี้ยังมีกล่องกระดาษคราฟท์สำหรับบรรจุภัณฑ์ Sizzler to go ที่มีคุณสมบัติทนน้ำสลัด และคงสภาพในตู้เย็นได้ 1-2 วัน” “บรรจุภัณฑ์ที่ดีที่สุดคือบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับจุดประสงค์การใช้งานมากที่สุด การเลือกบรรจุภัณฑ์ต้องคำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ในการสั่งอาหารที่ดีให้กับลูกค้า โดยยึดจากพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก เช่น เมนูสเต๊ก เมื่อลูกค้าต้องการสั่งไปทานที่บ้าน บรรจุภัณฑ์ที่เราใช้ต้องมีความแข็งแรงคงทนเพื่อให้สามารถเข้าไมโครเวฟได้” ปัจจุบัน Eco-packaging พัฒนาคุณภาพ ราคาที่ถูกลง รวมถึงรองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น โดย DezpaX สตาร์ทอัพผู้ให้บริการ Packaging Solutions ด้านอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรจากเอสซีจี ได้ให้คำแนะนำกับ Sizzler และร้านอาหารมือใหม่อีกมากมายเพื่อหาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งานของแต่ละร้าน “เราไม่จำเป็นต้องดีดนิ้วแล้วเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว เส้นทางบรรจุภัณฑ์ Eco-friendly ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก เราสามารถเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งถึงวันที่ความต้องการใช้พลาสติกน้อยลง และใช้ Eco-packaging มากขึ้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีกขั้น” คุณกรีฑากรกล่าว Phoenix Lava: เลือกบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพื่อให้ลูกค้าได้อาหารที่ยังคงความสดใหม่ ร้านซาลาเปาไส้ไหล Phoenix Lava เป็นอีกหนึ่งร้านที่ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นสัดส่วนถึง 80% โดยคุณปริญญ์ สุขสมิทธิ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ฟีนิกซ์ ลาวา จำกัด เล่าว่า “กระดาษรองซาลาเปามีราคาขึ้นอยู่กับความหนาของกระดาษ ด้วยความที่ซาลาเปาของเราเป็นไส้ลาวา มีความหนักกว่าซาลาเปาไส้อื่นๆ จึงต้องใช้กระดาษที่หนาประมาณ 325-350 แกรม ในขณะที่ซาลาเปาทั่วไป ใช้อยู่ที่ 250-300 แกรม” บรรจุภัณฑ์ของ Phoenix Lava ที่พัฒนาร่วมกับ DezpaX ให้ความสำคัญกับการคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วย “กล่องบรรจุภัณฑ์ซาลาเปาต้องเก็บความร้อนไว้ได้นานที่สุด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติลดการเกิดไอน้ำภายในกล่อง เราจึงใช้วิธีการเคลือบด้วยวัสดุแบบฟู้ดเกรด ส่วนเมนูทอดที่ต้องใช้กล่องที่มีคุณสมบัติระบายความร้อน สามารถใช้บรรจุภัณฑ์แบบ Eco-packaging ที่หาซื้อได้ทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องหนา เพราะอาจทำให้แป้งเกิดการออกซิเดชัน ส่งผลให้ของทอดไม่แข็งตัวได้” “ปัจจุบันนี้ Eco-packaging เข้าถึงได้ง่าย ด้วยราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นหลายร้านหันมาใช้กันมากขึ้น ในอนาคตเรื่องของกฎหมายการบังคับใช้พลาสติกคงจะเกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการร้านอื่นๆ อาจเริ่มต้นจากการทดลองเปลี่ยนสินค้าเพียง 1-2 ชิ้น จากสินค้าทั้งหมดให้เป็น Eco-packaging ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” คุณปริญญ์ กล่าว เผ็ดมาร์ค: เลือกลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ร้านอาหารเมนูขวัญใจคนไทยอย่างกะเพราจากร้านเผ็ดมาร์คที่มีระดับความเผ็ดแบบ “เผ็ดมาก” จนกลายเป็นรสชาติเอกลักษณ์ที่ลูกค้าพูดถึง ร้านมียอดขายหลักมาจากการเดลิเวอรีกว่า 80% คุณแทน กิตติเดช วิมลรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งร้านเผ็ดมาร์ค ด้วยแพชชั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม ตั้งใจออกแบบและเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับเดลิเวอรีที่ช่วยลดขยะหรือสร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด “เผ็ดมาร์ค ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการวางแผน ปรับสูตร รวมไปถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ร่วมกับ DezpaX เพื่อพัฒนาดีไซน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ Eco-packaging มีต้นทุนที่สูงกว่าพลาสติกในระดับหนึ่ง เผ็ดมาร์คยินดีลดกำไรลง 2-3 บาทต่อออร์เดอร์ เลือกใช้ Eco-packaging สำหรับส่งเดลิเวอรีทาง LINE MAN และช่องทางอื่นๆ”  การเริ่มต้นที่ดี คือ การเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเท่าที่สามารถทำได้ โดยไม่รบกวนต้นทุนของธุรกิจจนเกินไป เพราะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ เรียกว่าเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมที่ง่ายที่สุด ทำได้ง่ายกว่าการเก็บขยะจากท้องทะเล” คุณแทนสรุป  DezpaX “Food Packaging Solutions partner” เพื่อนคู่คิดร้านอาหารในการสร้างสรรค์ทุกความต้องการด้านบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันมีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์มีการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์วงการฟู้ดเดลิเวอรีมากขึ้น การผลิตที่มากขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง นำมาสู่ราคาสินค้าต่ำลงมากถึง 50% ภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นทางเลือกใหม่ให้กับร้านอาหารได้ดียิ่งขึ้น คุณปฐมพงศ์ ดีปัญญา CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง DezpaX.com เปิดเผยว่า “จากปี 2564 มีแนวโน้มผู้สั่งซื้อบรรจุภัณฑ์จากกระดาษและเยื่อธรรมชาติจาก DezpaX เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน และในตลาดใช้บรรจุภัณฑ์โฟมลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับร้านอาหารในประเทศไทย” “จากเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมการออกแบบ ทำให้บรรจุภัณฑ์จากเยื่อธรรมชาติ 100% มีความแข็งแรงเพียงพอ สามารถเรียงซ้อนเมื่อขนส่งเดลิเวอรีและสามารถย่อยสลายในบ่อขยะฝังกลบภายใน 90 วัน อีกทั้งปัจจุบันบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกที่สามารถ reuse หรือ recycle ได้ เช่น พลาสติกแบบ PET ที่ใช้ผลิตแก้วน้ำ และ ขวดน้ำ, พลาสติกแบบ LDPE ที่ใช้ผลิตถุงพลาสติกชั้นเดียวหรือฉลากขวดน้ำ หรือพลาสติกแบบ PP ที่ใช้ผลิตกล่องอาหารที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ เป็นต้น ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับร้านอาหาร  และในอนาคตอันใกล้ จากนโยบายของภาครัฐ และการตื่นตัวของผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดย DezpaX พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์กับทุกร้าน เหมือนดังเช่น เผ็ดมาร์ค, Sizzler, Phoenix Lava และร้านอื่นๆ ในการสร้างไอเดียและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งาน ราคา และเอกลักษณ์ของร้านอาหาร”  คุณปฐมพงศ์ กล่าว การที่ผู้ประกอบการร้านอาหารเริ่มตื่นตัวหันมาใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในทุกวันนี้ ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ดีทำให้ราคาของ Eco-packaging เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยภายใน 5 ปีที่ผ่านมามีต้นทุนที่ลดลงประมาณ 50% เพราะมีอัตราการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น เช่น กล่องเยื่อชานอ้อยจากเดิมราคาประมาณ 3 บาท ปัจจุบันราคาลดลงเหลือ 2 บาท รวมถึงมีวัสดุใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเพื่อลดต้นทุน เช่น แก้วกาแฟ 16oz ที่มีต้นกำเนิดจากพืชต่างๆ จากเดิมที่ราคาประมาณ 3.2 บาท ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ในการใช้แก้วกาแฟ BIOMAT 16oz ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน ในราคาต้นทุนประมาณ 2 บาท เป็นต้น โดย LINE MAN ในฐานะผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรียังมุ่งมั่นสนับสนุนร้านค้าในการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกต่อไปในอนาคต *ข้อมูลจากการเสวนาในประเด็น “ขยะพลาสติก: การจัดการและโอกาส Post COVID-19 หาทางออก เพิ่มโอกาส สร้างรูปแบบที่สมดุล มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน” เปรียบเทียบอัตราการสร้างขยะในช่วงเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2562 และช่วงเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2563

LINE MAN Wongnai

20 Feb 2022

เปิดตัว LINE MAN Wongnai Food Platform ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย!

LINE MAN และ Wongnai ประกาศเสร็จสิ้นกระบวนการควบรวมกิจการ เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ “LINE MAN Wongnai” ภายใต้การบริหารโดย ยอด ชินสุภัคกุล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนเป็นต้นไป เผยแผนธุรกิจ 3 ปี เดินหน้าสู่การเป็น Food Platform อันดับหนึ่งด้วยการสร้าง End-to-end Ecosystem ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย หลังจากได้รับเงินลงทุนมูลค่า 3,300 ล้านบาท (110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) จาก BRV Capital Management ตามประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอด ชินสุภัคกุล CEO แห่ง LINE MAN Wongnai อธิบายเหตุผลเบื้องหลังการควบรวมว่า LINE MAN และ Wongnai เป็นพันธมิตรที่ต่างส่งเสริมธุรกิจกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งเราต่างมีความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว จึงทำให้เกิดการควบรวมเป็นหนึ่งเดียวในครั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอีโคซิสเต็ม Online-to-offline ที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับทั้งผู้ใช้และร้านอาหาร สามารถสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่ายในธุรกิจและตอบสนองต่อสภาพตลาดธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากโดยเฉพาะช่วงหลัง COVID-19 การเชื่อมต่อ LINE MAN กับ Wongnai เข้าด้วยกันจึงเกิด End-to-End Food Platform แพลตฟอร์มด้านอาหารครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ ร้านอาหาร และบริการส่งอาหาร เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลและรีวิวร้านอาหารบน Wongnai จากนั้นกดสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN และร้านอาหารสามารถรับออเดอร์เดลิเวอรีผ่านระบบจัดการร้านอาหาร Wongnai POS (Restaurant Solutions) ของ Wongnai ได้อย่างสะดวก ยอด ยังเผยแผนธุรกิจ 3 ปีของ LINE MAN Wongnai ประกอบด้วย ระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) : โฟกัสที่การทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ทุกฝ่ายในธุรกิจ โดยเฉพาะด้านฟู้ดเดลิเวอรี ผู้ใช้งานจะได้สั่งอาหารจากร้านที่หลากหลายมากที่สุด ด้วยค่าส่งเริ่มต้นฟรี รวมถึงขยายพื้นที่ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีไปสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ สำหรับพันธมิตรร้านอาหารจะได้เห็นฟีเจอร์ O2O ใหม่ ๆ เช่น การเชื่อมต่อกับ LINE Official Account, Mini App, Smart Menu และ Self Promotion ฯลฯ เพื่อช่วยให้ร้านค้ามีเครื่องมือใหม่ ๆ ในการทำการตลาดและการขายให้ดียิ่งขึ้น ระยะกลาง (3 ปี) : มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มด้านอาหารอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยการสร้าง อีโคซิสเต็มด้านอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะเกิดได้จากความเข้าใจผู้บริโภคคนไทย และการผนวกเอาความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์ม LINE, LINE MAN และ Wongnai เข้าด้วยกัน CEO แห่ง LINE MAN Wongnai ยังเผยอีกว่า “LINE MAN Wongnai เป็นบริษัทที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนไทย เรามั่นใจว่า เราเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยได้ดีที่สุดว่าเรื่องกินคือเรื่องใหญ่ เราจริงจังด้านร้านอาหาร และอยากเชื่อมต่อผู้บริโภคกับร้านอร่อยเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้น โจทย์ใหญ่ที่เราต้องเดินหน้าอย่างเต็มกำลังต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มยอดดาวน์โหลดแอปฯ หรือเพิ่มยอดสั่งเท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจอาหารในประเทศด้วยอีโคซิสเต็ม Online-to-offline ที่ผนวกเอาความแข็งแกร่งของ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ LINE ที่เข้าถึงผู้ใช้กว่า 47 ล้านคน LINE MAN ที่มีพาร์ทเนอร์ร้านอาหารหลากหลายมากที่สุดกว่า 200,000 ร้าน และ Wongnai ที่เป็นพันธมิตรที่ดีกับร้านอาหารกว่า 430,000 ร้าน ทั่วประเทศมาอย่างยาวนาน เราเชื่อว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในธุรกิจอาหารของไทยที่จะสร้างความตื่นเต้นและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายในธุรกิจอย่างแน่นอน” หลังจากประกาศควบรวมกิจการ ทีมงาน LINE MAN และ Wongnai ก็ร่วมมือกันพัฒนาบริการทันที สิ่งที่เห็นผลแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, นครราชสีมา และสงขลา โดยตั้งเป้าขยายไปยังเมืองหลักและเมืองรองรวม 20 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปี และพัฒนาระบบรับชำระเงินผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตที่ใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แอปพลิเคชัน LINE MAN และ แอปพลิเคชัน Wongnai ยังคงชื่อในการให้บริการตามเดิม ผู้ใช้สามารถใช้งานทั้ง 2 แอปฯ ได้ตามปกติ 

LINE MAN Wongnai

15 Sep 2020

สร้างสรรค์ต่อยอดชุมชน! ข้าวหอมกระเจาจากห้วยกระเจาปลูกด้วยใจคัดด้วยมือ

“ข้าวหอมกระเจา” ข้าวที่ปลูกด้วยใจคัดด้วยมือจากชาวบ้านห้วยกระเจา ชุมชนห้วยกระเจา ชุมชนใน ต.ดอนแสลบ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ กลิ่นอายของธรรมชาติ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์อันงดงาม แม้ชุมชนห้วยกระเจาจะเป็นชุมชนเล็ก ๆ แต่กลับมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และผลผลิตที่เกิดจากฝีมือชาวบ้านที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ อำเภอห้วยกระเจาเป็นอำเภอที่มีพื้นที่แห้งแล้ง คลองชลประทานเข้าไม่ถึง และมีปริมาณน้ำฝนน้อยจึงต้องเลือกปลูกพันธุ์ “ข้าวขาวดอกมะลิ 105” ที่มีคุณสมบัติทนต่อสภาพแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็มได้ดีพอสมควร และด้วยพื้นที่นี้ไม่สามารถทำการเกษตรได้มากนัก จึงทำให้ธาตุอาหารในดินยังคงมีในปริมาณมาก และทำให้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ได้มีรสชาติ และกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์หากินจากที่ไหนไม่ได้ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จ.กาญจนบุรี ได้รับการสนับสนุนจาก “โครงการข้าวเพื่อสุขภาพโดยอินทัช” โดยบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ข้าวหอมกระเจา” ที่ปราศจากสารเคมีแบบ 100% และยังได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างการคัดสรรดาว OTOP แต่สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญ คือ เราจะทำอย่างไรให้คนทั่วไปรู้จักผลผลิตที่ปลูกด้วยใจและคัดด้วยมือของชาวบ้านโดยนำเสนอผ่านเอกลักษณ์ของท้องถิ่นทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน และสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง อินทัช และ Wongnai ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนไทยเข้าสู่สิ่งดี ๆ ทั้งเรื่องอาหารและการท่องเที่ยว Wongnai เองทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวในชุมชนห้วยกระเจาผ่านแนวคิด “เที่ยว 3 ธรรม ตามวิถีห้วยกระเจา” เพื่อให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ลองสัมผัสกับวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวห้วยกระเจาให้มากขึ้น และยังได้นำเอาข้าวหอมกระเจาซึ่งเป็นผลผลิตของชุมชน มานำเสนอเป็นบทความและวิดีโอสอนทำเมนูอาหารที่มีชื่อว่า “ข้าวอบสามสหาย” ที่เน้นวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก และกินได้ไม่มีเบื่อ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเหมือนใบเบิกทางให้กับผลผลิตจากชุมชนเล็ก ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ด้วยความตั้งใจดี ๆ ในการสร้างความยั่งยืนสู่ชาวบ้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา เรานำผลผลิต “ข้าวหอมกระเจา” มาต่อยอดให้ถูกตาด้วยสีสัน และต้องลิ้นด้วยรสชาติมากขึ้นด้วยการรังสรรค์เมนูสุดพิเศษในเมนู “ข้าวปั้นหมูทอดสามสี” ที่ทำโดยเชฟที่มีฝีมือ ซึ่งความพิเศษของเมนูนี้คือ การนำเอาข้าวที่ปลูกโดยชาวบ้านห้วยกระเจา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำมาปั้นให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และมีสีสันที่หลากหลาย กินคู่กับหมูทอดที่ผ่านการหมักมาอย่างดี ราดด้วยซอสน้ำจิ้มแจ่ว หรือซอสน้ำจิ้มแจ่วปลาร้า ที่ทำให้เมนูนี้รสชาติดีมากยิ่งขึ้น และได้นำเมนูนี้มานำเสนอให้กับชาวกรุงฯ ที่งานเทศกาลอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยรายได้ทั้งหมดแบบไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ในการต่อเติมอาคาร และวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตสินค้า เพื่อให้ชาวชุมชนห้วยกระเจาได้นำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด นอกจากข้าวหอมกระเจาแล้ว ชาวบ้านบ้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา ยังมีผลผลิตที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มน้ำเมล่อนผสมน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิ ที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า นี่คือไอเดียที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ช่วยจุดประกายให้กับชุมชนทั่วประเทศไทยได้นำไปปรับใช้ในการหยิบผลผลิตท้องถิ่นปรุงรสด้วยความคิดสร้างสรรค์ลงไปเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการรับรู้ในวงกว้างเพื่อสร้างความยั่งยืนระยะยาวให้กับชุมชนได้ WongnaiWeGive

LINE MAN Wongnai

3 Mar 2020