LINE MAN Wongnai, Thailand’s leading on-demand platform and restaurant discovery, has won the Best Employer Brand category at LinkedIn Talent Awards 2022 in Thailand, beating over 500 organizations that each employ under 1,000 people. This awards solidifies LINE MAN Wongnai’s position as a Thai technology company with a strong corporate culture to produce outstanding personnel and a goal to become the most desirable workplace in Thailand. 

Hosted by the world’s largest professional network LinkedIn, LinkedIn Talent Awards give recognition to organizations that are outstanding in strong branding, communication for engagement and personnel development while also embracing diversity, equity and inclusion. In 2022, according to stats on LinkedIn, LINE MAN Wongnai is a Thai tech company with the highest increase of followers by 154% and the highest organic engagement rate on the platform, in comparison to other Thai tech firms of the same scale. Professionals also visit and look up information about LINE MAN Wongnai on LinkedIn and the top three searches are in Engineering & Technology, Business Development and Marketing categories, respectively.  

Anontawong Marukpitak, VP of People, LINE MAN Wongnai said, “In the past 12 years, we at LINE MAN Wongnai have abided by our three core values. Innovate Faster is to create innovation and fast. Go Deeper is to go in-depth with work and get close to users. Respect Everyone is to treat everyone equally with dignity. They are the basis for the strong corporate culture that we have today. To receive the Best Employer Brand recognition is another milestone for us. It affirms our roadmap towards becoming the best workplace in Thailand where everyone can contribute to help Thai people live better.” 

News Release View More

LINE MAN Wongnai ร่วมกับ กรมอนามัย
ลงนามผลักดันโครงการ “หวานน้อยสั่งได้-เมนูชูสุขภาพ” 

กรมอนามัย ร่วมกับ LINE MAN Wongnai ลงนามความร่วมมือผลักดันเมนูชูสุขภาพและหวานน้อยสั่งได้สู่ร้านอาหารบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี เนื่องจากปัจจุบันคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีความหวานมากเกินเกณฑ์ จึงได้ใช้ช่องทางผ่าน LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและ Wongnai แพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหาร ที่เป็นช่องทางที่ใกล้ชิดกับวิถีการกินของผู้บริโภคยุคใหม่มาเป็นสื่อกลางในการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีผ่าน LINE MAN   สำหรับพิธีลงนามความร่วมมือ ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย และ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai เป็นผู้ลงนาม เมื่อเร็วๆ นี้

LINE MAN Wongnai

23 Jan 2023

LINE MAN และ LINE Pay ช่วยปัญหาโภชนาการเด็กห่างไกล เสริมความรู้ สร้างมื้อดี จับมือพันธมิตรมอบ 1.7 ล้าน ปูอนาคตที่ดีสู่เด็ก 100 โรงเรียนทั่วไทย

การรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ดูจะเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ปัญหาโภชนาการไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาไม่สามารถเรียนและเล่นได้อย่างเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการอันขวางฝันที่พวกเขาอยากทำในอนาคตได้ ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โครงการ FOOD FOR GOOD มูลนิธิยุวพัฒน์ จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยหมุดหมายให้เด็กไทยมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม ผ่านการสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวัน มากไปกว่านั้นยังสนับสนุนความรู้ด้านโภชนาการให้แก่ครู เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการคงอยู่อย่างยั่งยืน  โรงเรียนบ้านท่าแฉลบ (เอครพานิช) โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีที่มีจำนวนนักเรียนชั้นอนุบาลถึงประถมรวมกันเพียง 53 คน เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ร่วมโครงการ FOOD FOR GOOD และเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ทั้งคุณครูและนักเรียนร่วมมือกันเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทางโภชนาการกันอย่างขันแข็ง “ถ้าเมนูวันนี้เป็นไข่พะโล้ จากงบประมาณที่มี เด็ก ๆ จะได้กินไข่แค่ครึ่งฟองเท่านั้น…” กิ่งทอง นวลหงษ์ คุณครูโรงเรียนบ้านท่าแฉลบฯ เล่าว่า ก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการ FOOD FOR GOOD เด็ก ๆ ได้รับอาหารกลางวันในสัดส่วนที่ไม่เพียงพอ เพราะต้องตักในปริมาณน้อย ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อนักเรียนทั้งโรงเรียน แต่หลังจากได้ร่วมโครงการนี้ เด็ก ๆ ได้รับประทานมื้อกลางวันครบ 5 หมู่ โดยครูไม่ต้องมากังวลว่าจะเหลือ แต่สิ่งที่ได้มากกว่ามื้ออาหารคือ “ความรู้ทางโภชนาการ” ที่นักโภชนาการของโครงการได้มาให้ความรู้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ความรู้เรื่องสารอาหาร 5 หมู่ ว่าเด็ก ๆ ในแต่ละวัยควรได้รับในปริมาณเท่าไหร่ นำไปสู่การเรียนรู้เรื่องของปริมาณการตักเสิร์ฟอาหารให้เด็ก ๆ แต่ละวัยอย่างเหมาะสม การปรับพฤติกรรมการกินอาหารสำหรับเด็กอ้วนหรือเด็กผอม  ไปจนถึงการวางแผนเมนูอาหารของนักเรียนตลอด 12 สัปดาห์ ให้เด็ก ๆ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย และที่สำคัญการวางแผนเมนูอาหารหมุนเวียนล่วงหน้านี้ยังช่วยบริหารจัดการเรื่องการจัดเตรียมวัตถุดิบและงบประมาณ มากไปกว่านั้น ความรู้นี้ถูกถ่ายทอดสู่ทั้งผู้บริหาร คุณครู และนักเรียน ทำให้ทุกคนสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่เพียงแต่อยู่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น  คุณครูกิ่งทอง เสริมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการก้าวไปพร้อมกับนักเรียน เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าการกินอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเด็ก ๆ จริง ๆ ครูที่โรงเรียนบ้านท่าแฉลบจึงเป็นเหมือน “เพื่อนซี้” ด้านโภชนาการของนักเรียนที่กำลังเติบโตไปพร้อมกัน  “เด็ก ๆ ชั้นอนุบาล หรือ ป.1 จะกินผักกันไม่ค่อยเก่ง สิ่งที่ครูจะทำคือเราจะกินให้เขาดู ทำให้เขาเห็นว่าการกินผักไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ให้กำลังใจตอนเด็ก ๆ ฝึกกินผักอยู่ข้าง ๆ เหมือนเราเป็นเพื่อนเขา” ธมนวรรณ อั๋นประเสริฐ นักโภชนาการจากโครงการ FOOD FOR GOOD พูดถึง ปัญหา “ภาวะทุพโภชนาการ” ในเด็กไทย มีทั้งเกิดจากการได้รับอาหารน้อยหรือมากเกินความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาภาวะโภชนาการที่ได้รับสารอาหารเกินที่เกิดจากเด็ก ๆ มีพฤติกรรมการเลือกกินขนม น้ำหวาน และกินตามใจปาก หรือปัญหาเด็กขาดสารอาหาร ส่งผลให้เด็ก ๆ ไม่มีแรงเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทั้งในการร่างกายและการเรียนรู้อีกด้วย  “แม้ปัญหาเรื่องโภชนาการ จะเป็นปัญหาที่ไม่ได้มองเห็นผลลัพธ์ได้อย่างทันที แต่ถ้าเด็ก ๆ ขาดสารอาหารหรือได้รับสารอาหารเกินความต้องการของร่างกายสะสมไปเรื่อย ๆ จะส่งผลในเรื่องของสุขภาพ สติปัญญารวมถึงพัฒนาการของเขาในอนาคต มากไปกว่านั้นผลกระทบนี้จะส่งผลให้เขาไม่สามารถประกอบอาชีพตามที่เขาใฝ่ฝันได้ เช่น เด็กบางคนอยากจะโตไปเป็นแอร์โฮสเตส แต่ว่าส่วนสูงไม่ถึงเกณฑ์ เด็กคนนั้นก็จะไปถึงฝันไม่ได้เพราะปัญหาด้านการเจริญเติบโตของร่างกายที่เกิดจากปัญหาทางโภชนาการที่ไม่ถูกแก้แต่เนิ่น ๆ ” ปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณในการสนับสนุนโครงการเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา คนไทยได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการ FOOD FOR GOOD โดยทุกออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งอาหารบน LINE MAN ที่จ่ายด้วยบัตร Mastercard ผ่าน LINE Pay ทางพันธมิตรจะสมทบเงิน 10 บาททุกออร์เดอร์ จากตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อเป็นตัวแทนผู้ใช้ส่งมื้อดีให้น้อง ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้บริหารและทีมงาน LINE MAN, LINE Pay และ Mastercard ได้ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านท่าแฉลบ ร่วมกับทีมงานและนักโภชนาการจากโครงการ FOOD FOR GOOD ทำกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการให้กับน้อง ๆ ผ่านการเรียนการสอนและการเล่นเกม รวมทั้งร่วมกันทำกล้วยเชื่อมกับน้อง ๆ ส่งท้ายด้วยกิจกรรมสันทนาการที่พาน้อง ๆ ขยับร่างกายสนุกสนานเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญา กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณมาลียา โชติสกุลรัตน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์จาก LINE MAN Wongnai, คุณชานนทร์ เฉลิมวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจจาก LINE Pay และคุณ Alexia Guan ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจจาก Mastercard ร่วมกันเรียนรู้การตักเสิร์ฟอาหารกลางวันในปริมาณที่เหมาะสมพร้อมกับคุณครู และรับประทานอาหารกลางวันถูกต้องตามหลักโภชนาการร่วมกับน้อง ๆ ด้วยบรรยากาศที่แสนอบอุ่นอีกด้วย *ภาพประกอบบทความได้รับการอนุญาตถ่ายภาพจากผู้ปกครองเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ   ฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai และ LINE Pay: [email protected]

LINE MAN Wongnai

14 Feb 2024

LINE MAN ร่วมมือ “โคคา-โคล่า” เปิดตัวแคมเปญ “เตะทุกวัน มันส์ทุกมื้อ” ต้อนรับเทศกาลเชียร์บอลครั้งยิ่งใหญ่ ให้คนไทยสนุกไปกับทุกมื้อพิเศษ

LINE MAN ร่วมมือ “โคคา-โคล่า” รับกระแสเชียร์บอลครั้งยิ่งใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ “เตะทุกวัน มันส์ทุกมื้อ” ต่อยอดความสำเร็จการตลาดในรูปแบบ Gamification Marketing เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ให้มีความหลากหลายและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น  พร้อมตอกย้ำความตั้งใจในการจุดประกายความสุขกับมื้อพิเศษและสร้างความสนุกให้กับผู้ใช้ในทุกมื้ออาหารและทุกช่วงเวลา  “โคคา-โคล่า” ผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทย และ LINE MAN ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์ของไทย ร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่บนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ในแคมเปญ “เตะทุกวัน มันส์ทุกมื้อ” ต้อนรับเทศกาลเชียร์บอลครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี พร้อมร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีตลอดเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จโปรแกรมความร่วมมือกับ “โค้ก” หลังจากสร้างความสำเร็จในแคมเปญ “อร่อยซ่ากับโค้ก” ได้อย่างล้นหลาม โดยในครั้งนี้นอกจากการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของโคคา-โคล่าบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีแล้ว ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหาร ผ่านการทำโปรโมชันคู่ผลิตภัณฑ์ “โค้ก” และมอบประสบการณ์อร่อยซ่าให้แก่ผู้ใช้แพลตฟอร์มในทุกมื้อพิเศษตลอดเทศกาลเชียร์บอลที่จะมาถึง ความพิเศษของแคมเปญนี้ คือ การนำเกมเตะฟุตบอล มาสร้างความสนุกให้กับผู้ใช้แพลตฟอร์มในช่วงเทศกาลเชียร์บอลนี้ ผ่านกลยุทธ์ Gamification Marketing บนแอปพลิเคชัน LINE MAN กับเกม “เตะทุกวัน มันส์ทุกมื้อ” เพื่อลุ้นรับโค้ดส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 50 บาท และโค้ดส่วนลดในการสั่งซื้อสินค้าจาก LINE MAN MART สูงสุด 100 บาท พิเศษ ! ลุ้นรับกระเป๋าเก็บความเย็นจากโค้กและเมนูพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ อาทิ Burger King, Texas Chicken, The pizza company, McDonald’s และ Popcorn major โดยผู้ใช้สามารถร่วมสนุกกับเกม “เตะทุกวัน มันส์ทุกมื้อ” ได้ทุกวัน ล่ารางวัลได้ทุกมื้อ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2565 บนแอปพลิเคชัน LINE MAN   สุดท้ายนี้ LINE MAN ในฐานะแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่รู้ใจผู้ใช้คนไทยมากที่สุด มุ่งมั่นที่จะเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับ “โคคา-โคล่า” ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำเพื่อเติมเต็มประสบการณ์มื้อพิเศษและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด เพื่อสร้างความสนุกให้กับผู้ใช้ในทุกมื้ออาหารและทุกช่วงเวลา

LINE MAN Wongnai

21 Nov 2022

โควิด-19 ทำให้เด็กยากจนกว่า 750,000 ชีวิต ต้องอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คุกคามสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปยังการจัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ท่ามกลางกระแสการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวิกฤตการโควิด-19 ยังมีเสียงเล็ก ๆ จากเด็กยากจนอีกกว่า 750,000 คน ทั่วประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมให้พ้นจากสภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอม” การปิดเทอมที่ยาวนานกับมื้ออาหารที่หายไป? การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศสั่งเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เด็ก ๆ มีระยะเวลาในการปิดเทอมที่ยาวนานออกไปถึง 45 วัน สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่ขัดสนก็คงจะไม่มีผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อหันไปมองเด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเราจะพบวิกฤตที่แฝงอยู่ในวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเครือข่ายครูสังกัด สพฐ. ตชด. และ อปท. กว่า 400,000 คนทั่วประเทศได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมสำรวจความต้องการของนักเรียนยากจน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับเนื่องมาจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น เราพบว่าปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นคือความกังวลจากการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารของครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นพบว่าเด็ก ๆ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องมาจากเด็กส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารกลางวันที่ครบห้าหมู่จากโรงเรียนเป็นหลัก เมื่อการเปิดเทอมถูกเลื่อนออกไปจึงทำให้เด็กเหล่านี้ประสบสภาวะทุพโภชนาการและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” ความช่วยเหลือเร่งด่วน กสศ.ในฐานะที่เป็นองค์กรทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้วที่ กสศ. ได้เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนา เด็ก เยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ผู้พิการ และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 1,147,754 คน ครอบคลุม 27,731 โรงเรียนทั่วประเทศไทย เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กสศ. จึงเร่งดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้น กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาลรวมกับงบประมาณฉุกเฉิน รวมเป็นเงิน 500 ล้านบาท และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้นเอง ซึ่งเงินจำนวนนี้นับเป็นเงินฉุกเฉินเบื้องต้นที่ กสศ. ได้ดำเนินการเยียวยาเด็ก ๆ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างอีก 15 วันก่อนที่จะถึงวันเปิดเทอมที่ กสศ. จำเป็นต้องออกมาระดมทุนผ่านโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง” ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุน และร่วมสมทบทุนเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้กับเด็ก ๆ ครูลงพื้นที่พบเด็กอดมื้อกินมื้อ จากการลงพื้นที่ของเครือข่ายครูเพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนยากจนและจากพื้นที่ทุรกันดาร พบว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังพบว่าบางครัวเรือนที่ผู้ปกครองมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ จะประสบปัญหาไม่มีเงินซื้ออาหารเนื่องมาจากโดยปกติเด็กจะพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากโรงเรียน เมื่อมีการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้นจึงทำให้เด็กต้องอดมื้อกินมื้อ การปิดเทอมที่ยาวนานนี้ หากมองจากมุมของผู้มีอันจะกินคงมิใช่ปัญหา แต่หากมองในมุมของเด็กๆ เหล่านี้มันคือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและต้องการความช่วยเหลือ และร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง สารอาหารที่ไม่เพียงพอกระทบพัฒนาการของเด็กๆ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัญหาที่พบบ่อยในการติดตามพัฒนาการของเด็กยากจนคือ สภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่เด็กไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเด็กๆ เหล่านี้ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สมอง ซึ่งหากเด็กๆ ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลกระทบให้มีอาการสมองฝ่อ ร่างกายเตี้ย ผอมแคระแกร็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนและพัฒนาการทางสติปัญญา ที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่มีปัญหาจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเด็กมักจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในระหว่างปิดภาคเรียนเนื่องมาจากความยากจน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะพึ่งพาอาหารที่ถูกหลักโภชนาการจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อกำหนดเปิดภาคการศึกษาถูกเลื่อนออกไปจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กกลุ่มดังกล่าวโดยตรง เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่เรียนรู้ แต่คือโรงครัวของเด็กๆ ที่ยากจน” ปัญหาปากท้องของเด็กยากจนในช่วงปิดเทอมที่ยาวนานอาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งมือกันช่วยแก้ไข แต่ปัญหาระยะยาวนั้นมีผลกระทบเป็นทอดๆ และต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ซึ่งสภาวะขาดแคลนของครอบครัวที่ขาดรายได้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กแล้ว ยังเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จนสามารถส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้นจำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด และแน่นอนว่าการที่เด็กคนหนึ่งจำต้องออกจากระบบการศึกษาจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในชีวิตของเด็กและสามารถกลายมาเป็นปัญหาอื่นๆ ให้กับสังคมได้อีกมากมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนพิเศษจำนวนกว่า 750,000 คนทั่วประเทศ ในโครงการ #สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับกสศ. ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: กสศ.มาตรา 6(6) เลขบัญชี: 172-0-30021-6 หรือเวบไซต์ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

LINE MAN Wongnai

21 May 2020