ต้อนรับศักราชใหม่ปี 2567 LINE MAN MART สนับสนุนมาตรการรัฐ ชวนคนไทยช้อปสินค้าลดหย่อนภาษีในโครงการ Easy E-Receipt โอกาสดีที่ไม่ควรพลาด สั่งง่ายได้ทั้งช้อป ได้ทั้งของ พร้อมหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2567 สูงสุดถึง 50,000 บาท เพียงสั่งสินค้าจากร้านค้าดังที่ร่วมรายการกว่า 721 แห่ง ผ่าน LINE MAN MART พร้อมรับส่วนลดเพิ่มอีก 10% สูงสุด 150 บาท* ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2567

โดยสามารถเลือกช้อปสินค้าจากร้านค้าดัง ได้แก่ Tops, Tops daily, Gourmet Market, OfficeMate, B2S, HomePro และ BigC Hyper สาขาที่ร่วมรายการกว่า 721 สาขา* ในพื้นที่บริการ 10 จังหวัด อาทิ กรุงเทพและปริมณฑล, ชลบุรี, ระยอง, อยุธยา, เชียงใหม่ ตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งทุกการสั่งซื้อสามารถเลือกกดรับ Easy E-Receipt เพียงกรอกข้อมูลบน LINE MAN ขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ e-Tax invoice หรือ e-Receipt ได้อย่างง่ายดาย

“โครงการ Easy E-Receipt” บน LINE MAN MART ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดกระแสตอบรับที่ดีจากโครงการช้อปดีมีคืนลดหย่อนภาษีปี 2566 ที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนโครงการภาครัฐครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่พลาดการได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ยังมอบส่วนลดพิเศษให้กับผู้ใช้เพียงกรอกโค้ด “EASYTAX” รับส่วนลด 10% สูงสุด 150 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 600 บาท** 

สำหรับผู้สนใจใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในโครงการ Easy E-Receipt ผ่านการซื้อสินค้าบน LINE MAN MART และสามารถดูวิธีสั่งซื้อและการกรอกข้อมูลเพื่อขอรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมสั่งซื้อสินค้าเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีปี 2567 ได้แล้ววันนี้ทาง LINE MAN MART หรือ https://lineman.onelink.me/1N3T/x9lbar52

*เฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ  

ฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai: [email protected]

News Release View More

โควิด-19 ทำให้เด็กยากจนกว่า 750,000 ชีวิต ต้องอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คุกคามสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปยังการจัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ท่ามกลางกระแสการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวิกฤตการโควิด-19 ยังมีเสียงเล็ก ๆ จากเด็กยากจนอีกกว่า 750,000 คน ทั่วประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมให้พ้นจากสภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอม” การปิดเทอมที่ยาวนานกับมื้ออาหารที่หายไป? การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศสั่งเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เด็ก ๆ มีระยะเวลาในการปิดเทอมที่ยาวนานออกไปถึง 45 วัน สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่ขัดสนก็คงจะไม่มีผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อหันไปมองเด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเราจะพบวิกฤตที่แฝงอยู่ในวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเครือข่ายครูสังกัด สพฐ. ตชด. และ อปท. กว่า 400,000 คนทั่วประเทศได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมสำรวจความต้องการของนักเรียนยากจน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับเนื่องมาจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น เราพบว่าปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นคือความกังวลจากการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารของครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นพบว่าเด็ก ๆ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องมาจากเด็กส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารกลางวันที่ครบห้าหมู่จากโรงเรียนเป็นหลัก เมื่อการเปิดเทอมถูกเลื่อนออกไปจึงทำให้เด็กเหล่านี้ประสบสภาวะทุพโภชนาการและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” ความช่วยเหลือเร่งด่วน กสศ.ในฐานะที่เป็นองค์กรทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้วที่ กสศ. ได้เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนา เด็ก เยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ผู้พิการ และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 1,147,754 คน ครอบคลุม 27,731 โรงเรียนทั่วประเทศไทย เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กสศ. จึงเร่งดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้น กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาลรวมกับงบประมาณฉุกเฉิน รวมเป็นเงิน 500 ล้านบาท และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้นเอง ซึ่งเงินจำนวนนี้นับเป็นเงินฉุกเฉินเบื้องต้นที่ กสศ. ได้ดำเนินการเยียวยาเด็ก ๆ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างอีก 15 วันก่อนที่จะถึงวันเปิดเทอมที่ กสศ. จำเป็นต้องออกมาระดมทุนผ่านโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง” ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุน และร่วมสมทบทุนเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้กับเด็ก ๆ ครูลงพื้นที่พบเด็กอดมื้อกินมื้อ จากการลงพื้นที่ของเครือข่ายครูเพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนยากจนและจากพื้นที่ทุรกันดาร พบว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังพบว่าบางครัวเรือนที่ผู้ปกครองมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ จะประสบปัญหาไม่มีเงินซื้ออาหารเนื่องมาจากโดยปกติเด็กจะพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากโรงเรียน เมื่อมีการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้นจึงทำให้เด็กต้องอดมื้อกินมื้อ การปิดเทอมที่ยาวนานนี้ หากมองจากมุมของผู้มีอันจะกินคงมิใช่ปัญหา แต่หากมองในมุมของเด็กๆ เหล่านี้มันคือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและต้องการความช่วยเหลือ และร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง สารอาหารที่ไม่เพียงพอกระทบพัฒนาการของเด็กๆ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัญหาที่พบบ่อยในการติดตามพัฒนาการของเด็กยากจนคือ สภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่เด็กไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเด็กๆ เหล่านี้ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สมอง ซึ่งหากเด็กๆ ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลกระทบให้มีอาการสมองฝ่อ ร่างกายเตี้ย ผอมแคระแกร็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนและพัฒนาการทางสติปัญญา ที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่มีปัญหาจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเด็กมักจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในระหว่างปิดภาคเรียนเนื่องมาจากความยากจน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะพึ่งพาอาหารที่ถูกหลักโภชนาการจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อกำหนดเปิดภาคการศึกษาถูกเลื่อนออกไปจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กกลุ่มดังกล่าวโดยตรง เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่เรียนรู้ แต่คือโรงครัวของเด็กๆ ที่ยากจน” ปัญหาปากท้องของเด็กยากจนในช่วงปิดเทอมที่ยาวนานอาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งมือกันช่วยแก้ไข แต่ปัญหาระยะยาวนั้นมีผลกระทบเป็นทอดๆ และต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ซึ่งสภาวะขาดแคลนของครอบครัวที่ขาดรายได้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กแล้ว ยังเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จนสามารถส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้นจำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด และแน่นอนว่าการที่เด็กคนหนึ่งจำต้องออกจากระบบการศึกษาจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในชีวิตของเด็กและสามารถกลายมาเป็นปัญหาอื่นๆ ให้กับสังคมได้อีกมากมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนพิเศษจำนวนกว่า 750,000 คนทั่วประเทศ ในโครงการ #สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับกสศ. ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: กสศ.มาตรา 6(6) เลขบัญชี: 172-0-30021-6 หรือเวบไซต์ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

LINE MAN Wongnai

21 May 2020

LINE MAN ผุดแคมเปญ “ทุกเสียงมีค่า”รับกระแสเลือกตั้ง จัดเต็มส่วนลดค่าส่งตลอดเดือนพ.ค.

LINE MAN ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของประเทศไทย กับแคมเปญ “ทุกเสียงมีค่า” ชวนคนไทยออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งปี 66 พร้อมแจกโค้ดส่วนลดค่าส่งสูงสุด 66 บาท ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ให้อิ่มฟินสุขคุ้มกับร้านอาหารกว่า 700,000 ร้านทั่วไทย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคมนี้  แคมเปญ “ทุกเสียงมีค่า” เกิดจากความตั้งใจที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการชวนคนไทยออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพราะ “เสียงของคุณมีค่า” เลือกโหวตพรรคที่ใช่แล้วกลับบ้านพักหาของกินอร่อยที่ชอบบน LINE MAN รับส่วนลดค่าส่งทันที 66 บาท เพียงกรอกโค้ด “LMVOTE” เมื่อสั่งซื้ออาหารขั้นต่ำ 200 บาท ไม่จำกัดร้าน ใช้ได้กับทุกออเดอร์ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://lineman.onelink.me/1N3T/ojjb7px1 *ส่วนลดมีจำนวนจำกัดต่อวัน  *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด 

LINE MAN Wongnai

8 May 2023

LINE MAN Wongnai ชี้ธุรกิจร้านอาหารปลายปี 2025 ฟื้นตัวชัด แรงส่ง “คนละครึ่ง พลัส” ดันยอดร้านโตเฉลี่ย 4 เท่าทั่วประเทศ

LINE MAN Wongnai เปิดเผยสัญญาณฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารในไทยปลายปี 2025 หลังผ่านครึ่งปีแรกที่ซบเซาหนัก จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนอาหารสูง ทำให้ยอดขายร้านอาหารตกลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจาก Wongnai POS (ยอดขายหน้าร้าน) และแพลตฟอร์ม LINE MAN (ยอดขายเดลิเวอรี) สะท้อนว่า “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและอัดฉีดร้านเล็กให้โตได้จริง โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรองมียอดขายเติบโตพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับย่านเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ฟื้นเต็มตัว ตลาดร้านอาหารพลิกกลับมาบวกใน Q4 หลังจมดิ่งใน Q2 ในงาน “LINE MAN Wongnai กินข้าว เล่าข่าว” ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า“ครึ่งปีแรก 2025 ถือเป็นช่วงต่ำสุดของธุรกิจร้านอาหาร โดยยอดขายต่อร้าน (sales per store) หดตัวหนักถึง -14% ใน Q2 แต่หลังจากเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ตลาดเริ่มกลับมาเป็นบวก โดย Q3 โต +1% และ Q4 (ข้อมูลเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) กลับมาโต +5% สะท้อนการกลับมาของกำลังซื้อในวงกว้าง หลังแรงส่งของโครงการคนละครึ่ง พลัส” แม้จำนวนร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 3% ในครึ่งปีหลัง 2025 แต่อัตราร้านที่ปิดตัวลงยังอยู่ที่ 50% ถือว่าคงตัวจากครึ่งปีแรก แปลว่าธุรกิจร้านอาหารยังแข่งขันหนักและได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนที่สูง “คนละครึ่ง พลัส” เร่งตลาด ส่งกำลังซื้อพุ่ง-ร้านเล็กโตเกือบ 6 เท่า มาตรการรัฐช่วยปลดล็อกกำลังซื้อในวงกว้าง และ LINE MAN ในฐานะแพลตฟอร์มเดลิเวอรีเบอร์ 1 คนละครึ่งที่เชื่อมผู้คนกับร้านอาหารได้รวดเร็ว ทำให้เงินสะพัดสู่ฐานรากตั้งแต่ร้านเล็กจนถึงไรเดอร์ โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจจากโครงการคนละครึ่ง พลัส ดังนี้ ที่น่าสนใจที่สุดคือคนละครึ่ง พลัสช่วยให้ “ร้านเล็ก” (นับรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท/เดือน) เติบโตได้จริง มียอดขายพุ่งถึง 5.9 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ส่วนร้านขนาดกลาง (รายได้มากกว่า 10,000 บาท/เดือน) เติบโต 2 เท่า ถือเป็นการอัดฉีดของรัฐที่ทำให้เม็ดเงินไหลสู่ร้านรายย่อยอย่างชัดเจน ฝั่งไรเดอร์เองก็ได้อานิสงส์จากโครงการ มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15–25% ตามปริมาณออเดอร์ต่อวันที่สูงขึ้น เมนูที่มียอดสั่งสูงสุดผ่านแคมเปญคนละครึ่ง พลัสบน LINE MAN 5 อันดับแรก ได้แก่ ชาไทย, ตำปูปลาร้า, ชาเขียวนม, โกโก้ และ ตำป่า และคนละครึ่งยังทำให้เกิดเมนู “จัดหนัก” ที่มียอดบิลสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แซลมอน, ทุเรียนหมอนทองแกะเนื้อ, กุ้งเผา, ปูไข่นึ่ง และหมูหัน มูลค่าบิลสูงสุดแตะ 1,700 บาท แสดงว่าผู้บริโภคมองโปรโมชันจากรัฐเป็นโอกาสลองของแพง ร้านอาหารต่างจังหวัดฟื้นแรง อานิสงส์คนละครึ่ง พลัส สวนทางกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ฟื้นเต็มตัว ในช่วง Q4 (นับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2025) ภาพรวมตลาดร้านอาหารในต่างจังหวัดฟื้นตัวแรงกว่ากรุงเทพฯ โดยยอดขายต่อร้านต่างจังหวัดโตเฉลี่ย +7% (จาก -11% ใน Q2) ขณะที่กรุงเทพฯ โตเพียง +2% (จาก -16% ใน Q2) ด้านเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่ (+9%), พัทยา (+12%) และภูเก็ต (+7%) เริ่มฟื้นตามการกลับมาของนักท่องเที่ยว ผลจากคนละครึ่ง พลัส ดันยอดขายร้านต่างจังหวัดโตสูง จังหวัดที่ทำผลงานโดดเด่น มียอดขายร้านเติบโตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ได้แก่ จันทบุรี (+9.4 เท่า), หนองบัวลำภู (+9.3 เท่า), อุตรดิตถ์ (+8.9 เท่า), อุดรธานี (+8 เท่า) และเชียงราย (+7 เท่า) แม้ตลาดภาพรวมจะเริ่มฟื้นช่วงสิ้นปี แต่กรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ที่ฟื้นตัวช้าที่สุด โดย “โซนฮอตสปอต” หลายย่านยังมียอดขายติดลบ ได้แก่ พฤติกรรมผู้บริโภคปี 2025: “เลือกกินคุ้มค่า” เมนูต่ำกว่า 500 บาทยังเป็นพระเอก ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ชี้ว่าคนไทย “เลือกกินคุ้มค่า” มากขึ้น กลุ่มเมนูยอดบิลต่ำกว่า 500 บาทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า ยอดขายต่อร้านลดลงเพียง -12% ใน Q2 ก่อนจะกลับมาโต +5% ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ในทางตรงกันข้าม เมนูที่ยอดบิลสูงกว่า 500 บาทถูกกดดันหนักกว่าในช่วงกลางปี -14% ใน Q2 และเริ่มฟื้นปลายปีเป็น +4% แต่ยังโตน้อยกว่าเมนูราคาถูก แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อระดับกลางยัง “รัดเข็มขัด” ต่อเนื่อง ขณะที่ผู้บริโภคหันมานิยมเมนูราคาจับต้องได้มากขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงตัว สถานการณ์ร้านอาหารปี 2025 แม้ตลาดจะกลับมาเริ่มดีขึ้น แต่พฤติกรรมคนไทย “เลือกกิน” มากขึ้น มุ่งเมนูราคาจับต้องได้ และเพิ่มการใช้จ่ายเฉพาะช่วงที่มีแรงกระตุ้น เช่น คนละครึ่ง พลัส ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ต้องจับตา เพราะเมื่อแรงกระตุ้นจากรัฐหมดลง ตลาดจะรักษาโมเมนตัมได้หรือไม่ สำหรับ LINE MAN Wongnai บทเรียนจากปลายปีนี้ยืนยันบทบาทในฐานะแพลตฟอร์มหลักที่เชื่อมโครงการรัฐเข้ากับคนไทยเพื่อช่วยกระจายรายได้แก่ร้านค้าทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศอาหารไทยเดินหน้าต่อได้ในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai: [email protected]

LINE MAN Wongnai

12 Dec 2025

Wongnai for Business: Restaurant 2020 โชว์เคสเทคโนฯ ร้านอาหารลุย O2O

Wongnai for Business พาร์ทเนอร์ธุรกิจร้านอาหารอันดับ 1 ของไทย พร้อมพาธุรกิจร้านอาหารไทยลุยศึก O2O (Online to Offline) จัดงานสัมมนาครั้งใหญ่แห่งปี “Wongnai for Business: Restaurant 2020” เผยเทรนด์และเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจร้านอาหารแห่งอนาคต เจาะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเดลิเวอรี โดย คุณยอด ชินสุภัคกุล หัวเรือใหญ่แห่ง Wongnai นำทีมพาร์ทเนอร์ ได้แก่ คุณชวิน ศุภวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ FoodStory และ คุณวรานันท์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาธุรกิจและการตลาด LINE MAN รวมถึงเจ้าของธุรกิจร้านอาหารตัวจริง ร่วมเปิดเคล็ดลับการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารแห่งทศวรรษใหม่ในยุค O2O ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด กล่าวว่า “การทำร้านอาหารเป็นความฝันของหลายคน นับตั้งแต่ก่อตั้ง Wongnai ขึ้นมาจนตอนนี้ครบ 10 ปีแล้ว ถือว่าเป็นตัวจริงด้านธุรกิจร้านอาหารที่มีข้อมูลในทุกมิติมากที่สุดในไทย ซึ่งข้อมูลแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การทำธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องง่าย ธุรกิจร้านอาหารในฐานข้อมูลของ Wongnai มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 40% ระหว่างปี 2018-2019 แต่หากย้อนดูสถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีร้านอาหารที่เปิดใหม่เพียง 10% เท่านั้นที่อยู่รอด และมีการเปิด-ปิดร้านอาหารหลายร้อยร้านในทุกสัปดาห์ โดยมีจำนวนร้านอาหารเปิดใหม่ทั้งหมดในปี 2019 ทั่วประเทศ พุ่งเป็น 70,149 ร้าน โตขึ้นจากจำนวนร้านเปิดใหม่ในปี 2018 ถึง 97% แล้วยิ่งในยุคนี้ที่กระแส O2O (Online to Offline) กำลังส่งสัญญาณแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเดลิเวอรี และการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งขึ้น จึงทำให้ Wongnai for Business เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นพาร์ทเนอร์หรือเพื่อนคู่คิดที่คอยแชร์ข้อมูล ความรู้ เทคนิค และเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือในการทำธุรกิจร้านอาหารให้ ‘อยู่รอด’ ในยุคแห่ง O2O นี้” โดยในงาน Wongnai for Business: Restaurant 2020 นี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจตลอดปีที่ผ่านมาแบบจัดเต็ม ด้วยฐานข้อมูลร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในไทย กว่า 320,000 ร้านอาหารบน Wongnai และผู้ใช้บริการอาหารเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN กว่า 2,200,000 คน พร้อมกับโชว์เคส Restaurant Solution เครื่องมือสำหรับร้านอาหารในยุค O2O ที่ครบวงจรที่สุด โดยมีทั้งเทคโนโลยี, ระบบ, แอปพลิเคชัน รวมไปถึงบริการใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย Wongnai พาร์ทเนอร์ธุรกิจร้านอาหารอันดับ 1 ของไทย ที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค O2O ไม่ว่าจะเป็น Wongnai POS ระบบบริหารจัดการร้านอาหารแบบครบวงจร ทั้งการจัดการเมนู รับออร์เดอร์ การคิดเงิน และสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย เหนือกว่าด้วยฟีเจอร์ O2O ที่เชื่อมต่อแอปพลิเคชันและเว็ปไซต์ Wongnai เพื่ออัปเดตเมนูและโปรโมชันใหม่, เชื่อมต่อ LINE MAN เพื่อรับออร์เดอร์เดลิเวอรี, เชื่อมต่อบัตรสะสมแต้ม Wongnai Reward Card ที่เป็นระบบ CRM (Customer Relationship Management) สำหรับร้านอาหารเพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ Wongnai Merchant App แอปพลิเคชันจัดการออเดอร์ที่เชื่อมต่อกับ LINE MAN เพื่อรับออร์เดอร์เดลิเวอรี เชื่อมต่อกับ Rabbit LINE Pay รับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับ บัตรสะสมแต้ม Wongnai Reward Card Wongnai Owner Connect บริการล่าสุดที่สามารถรายงานยอดขายที่เกิดขึ้นบน Wongnai Merchant App และ Wongnai POS ผ่านทาง LINE OA ให้เจ้าของร้านอาหารได้อัปเดตยอดขายแบบเรียลไทม์ Wongnai Reward Card ระบบบัตรสะสมแต้มเพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำผ่านเบอร์โทรศัพท์ ทำให้รู้จักลูกค้ามายิ่งขึ้น เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า ฟีเจอร์ล่าสุด “สั่งกลับบ้าน (Pick-up)” บนแอปพลิเคชัน Wongnai และ Wongnai Merchant App ที่ให้ลูกค้าสามารถกดสั่งอาหารกลับบ้านก่อนถึงร้าน เพื่อย่นเวลาในการรอคิวหน้าร้าน “ในปีที่ผ่านมาธุรกิจ Restaurant Solution ของ Wongnai เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงกว่า 5 เท่า จากปีก่อนหน้า และมีจำนวนร้านอาหารที่ใช้ระบบของเรามากกว่า 80,000 ร้านทั่วประเทศ ด้วยปัจจัยบวกหลายประการ ทั้งอัตราเติบโตของร้านอาหารทั่วไทย ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีร้านอาหาร และความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีของเจ้าของธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในปีนี้เรามีแผนที่จะพัฒนาฟีเจอร์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมต่อร้านอาหารเข้ากับลูกค้าอย่างไร้รอยต่อที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค O2O” คุณยอดกล่าวสรุป ทำความรู้จักกับระบบจัดการร้านอาหาร Restaurant Solution จาก Wongnai ได้ที่ https://bit.ly/2O81b0e หรือ facebook.com/WongnaiForBusiness/ Restaurant2020 #WongnaiforBusiness

LINE MAN Wongnai

6 Feb 2020