วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คุกคามสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปยังการจัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ท่ามกลางกระแสการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวิกฤตการโควิด-19 ยังมีเสียงเล็ก ๆ จากเด็กยากจนอีกกว่า 750,000 คน ทั่วประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมให้พ้นจากสภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอม”

การปิดเทอมที่ยาวนานกับมื้ออาหารที่หายไป?

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศสั่งเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เด็ก ๆ มีระยะเวลาในการปิดเทอมที่ยาวนานออกไปถึง 45 วัน สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่ขัดสนก็คงจะไม่มีผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อหันไปมองเด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเราจะพบวิกฤตที่แฝงอยู่ในวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเครือข่ายครูสังกัด สพฐ. ตชด. และ อปท. กว่า 400,000 คนทั่วประเทศได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมสำรวจความต้องการของนักเรียนยากจน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับเนื่องมาจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น เราพบว่าปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นคือความกังวลจากการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารของครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นพบว่าเด็ก ๆ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องมาจากเด็กส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารกลางวันที่ครบห้าหมู่จากโรงเรียนเป็นหลัก เมื่อการเปิดเทอมถูกเลื่อนออกไปจึงทำให้เด็กเหล่านี้ประสบสภาวะทุพโภชนาการและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ความช่วยเหลือเร่งด่วน

กสศ.ในฐานะที่เป็นองค์กรทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้วที่ กสศ. ได้เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนา เด็ก เยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ผู้พิการ และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 1,147,754 คน ครอบคลุม 27,731 โรงเรียนทั่วประเทศไทย

เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กสศ. จึงเร่งดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้น กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาลรวมกับงบประมาณฉุกเฉิน รวมเป็นเงิน 500 ล้านบาท และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้นเอง ซึ่งเงินจำนวนนี้นับเป็นเงินฉุกเฉินเบื้องต้นที่ กสศ. ได้ดำเนินการเยียวยาเด็ก ๆ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างอีก 15 วันก่อนที่จะถึงวันเปิดเทอมที่ กสศ. จำเป็นต้องออกมาระดมทุนผ่านโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง” ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุน และร่วมสมทบทุนเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้กับเด็ก ๆ

กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาลรวมกับงบประมาณฉุกเฉิน รวมเป็นเงิน 500 ล้านบาท และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้นเอง

รูลงพื้นที่พบเด็กอดมื้อกินมื้อ

จากการลงพื้นที่ของเครือข่ายครูเพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนยากจนและจากพื้นที่ทุรกันดาร พบว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังพบว่าบางครัวเรือนที่ผู้ปกครองมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ จะประสบปัญหาไม่มีเงินซื้ออาหารเนื่องมาจากโดยปกติเด็กจะพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากโรงเรียน เมื่อมีการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้นจึงทำให้เด็กต้องอดมื้อกินมื้อ การปิดเทอมที่ยาวนานนี้ หากมองจากมุมของผู้มีอันจะกินคงมิใช่ปัญหา แต่หากมองในมุมของเด็กๆ เหล่านี้มันคือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและต้องการความช่วยเหลือ และร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

เด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือเสียด้วยซ้ำ

สารอาหารที่ไม่เพียงพอกระทบพัฒนาการของเด็กๆ

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัญหาที่พบบ่อยในการติดตามพัฒนาการของเด็กยากจนคือ สภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่เด็กไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเด็กๆ เหล่านี้ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สมอง ซึ่งหากเด็กๆ ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลกระทบให้มีอาการสมองฝ่อ ร่างกายเตี้ย ผอมแคระแกร็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนและพัฒนาการทางสติปัญญา ที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่มีปัญหาจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเด็กมักจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในระหว่างปิดภาคเรียนเนื่องมาจากความยากจน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะพึ่งพาอาหารที่ถูกหลักโภชนาการจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อกำหนดเปิดภาคการศึกษาถูกเลื่อนออกไปจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กกลุ่มดังกล่าวโดยตรง เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่เรียนรู้ แต่คือโรงครัวของเด็กๆ ที่ยากจน”

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง

ปัญหาปากท้องของเด็กยากจนในช่วงปิดเทอมที่ยาวนานอาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งมือกันช่วยแก้ไข แต่ปัญหาระยะยาวนั้นมีผลกระทบเป็นทอดๆ และต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ซึ่งสภาวะขาดแคลนของครอบครัวที่ขาดรายได้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กแล้ว ยังเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จนสามารถส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้นจำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด และแน่นอนว่าการที่เด็กคนหนึ่งจำต้องออกจากระบบการศึกษาจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในชีวิตของเด็กและสามารถกลายมาเป็นปัญหาอื่นๆ ให้กับสังคมได้อีกมากมาย

ปัญหาขาดแคลนอาหารจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จนสามารถส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้นจำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนพิเศษจำนวนกว่า 750,000 คนทั่วประเทศ ในโครงการ #สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับกสศ. ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: กสศ.มาตรา 6(6) เลขบัญชี: 172-0-30021-6 หรือเวบไซต์ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

News Release View More

MG โชว์ i-SMART พลิกไลฟ์สไตล์การขับขี่ มาแผนที่ความอร่อย กับ Wongnai

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราใช้เวลาในรถยนต์มากพอ ๆ กับอยู่บ้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะขับไปทำงาน ไปห้างสรรพสินค้า ไปออกกำลังกาย และกิจกรรมอีกมากมาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่รถยนต์หลาย ๆ ค่ายในปัจจุบันเพิ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบายของผู้ขับขี่มากขึ้น MG แบรนด์รถยนต์ชั้นนำระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งค่ายที่ไม่หยุดเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยียานยนต์จะต้องสอดคล้องและกลมกลืนกับทุกจังหวะไลฟ์สไตล์ของลูกค้าจึงเป็นที่มาของรถสั่งด้วยเสียงด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะใหม่ที่มีชื่อว่า “i-SMART” จุดเด่นของระบบ i-SMART ของ MG อยู่ที่ความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยได้เป็นครั้งแรกของโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนา Smart Car ที่มาช่วยยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคไอที นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ยังเข้าถึงการเชื่อมต่อออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิตของผู้ขับขี่แบบสุด ๆ ด้วย SMART CONNECT เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ให้สนุกได้ไม่รู้จบ ทั้ง Online Music ฟังเพลงฮิตทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านเพลง และ Food & Travel Guide แนะนำร้านเด็ดจาก Wongnai เป็นต้น และสั่งการทุกฟังก์ชันได้ดั่งใจและแม่นยำด้วย SMART COMMAND โดยเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถควบคุมและสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) เป็นภาษาไทย เริ่มต้นการใช้งานง่าย ๆ เพียงแค่พูดว่า “Hello MG” โดยฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ เช่น การโทรออกเพียงพูดชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ เปิด – ปิด หรือเปลี่ยนเพลงได้ตามต้องการ หรือแม้กระทั่งการเปิด – ปิดซันรูฟ (Sunroof) รวมถึงหน้าต่างฝั่งคนขับได้ แถมยังสั่งการผ่าน Smartphone และแท็ปเลตได้อีกด้วย  เรียกได้ว่าเป็นการเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับรถยนต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยุค 4.0 อย่างแท้จริง เพื่อให้การใช้ชีวิตของผู้บริโภคสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับระบบใหม่นี้เขาจะมาพร้อมกับรถยนต์ MG รุ่นใหม่ทุกรุ่นเลย และ 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายนนี้ เตรียมพบกับระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-Smart ได้ในงาน MG Expo 2018 ณ ลานอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือใครที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mgcars.com หรือติดต่อสอบถามเกี่ยวกับรถยนต์ MG ได้ที่ MG Call Center โทร 1267 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นะจ๊ะ!

LINE MAN Wongnai

31 Jul 2019

LINE MAN Wongnai Grows Tech Diversity Effort with Spectrum Tech Camp Year 2 for Highschoolers Nationwide

LINE MAN Wongnai, in collaboration with The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST), recently hosted its second “Spectrum Tech Camp 2025.” Themed “Tech is for Everyone,” the camp aims to showcase diversity in the tech industry beyond gender and provide high school students from all academic backgrounds nationwide with future-ready skills from industry professionals, addressing Thailand’s tech talent shortage. As part of Pride Month, the Spectrum Tech Camp 2025 marks the first time the program is open to the public nationwide with completely free of charge—hosted at LINE MAN Wongnai headquarter in Bangkok. It drew over 1,000 applicants from across Thailand, with 60 students selected from a wide range of backgrounds: different genders, academic tracks, religions, school types both public and private, and from schools across provincial Thailand. This diversity underscores that a passion for tech isn’t limited to men or STEM students. With the right opportunities, it can come from anyone. Isriya Paireepairit, VP of Public Affairs at LINE MAN Wongnai, highlighted that “The global tech industry continues to face significant diversity gaps across gender, age, and background. Women and LGBTQ+ professionals make up less than 30%1 of the workforce and remain underrepresented in leadership roles especially in fields like AI and software engineering. At the same time, Thailand is experiencing a severe tech talent shortage, with over 179,000 open positions but just 9,358 applicants2. The solution lies at the intersection that we need a bigger, more diverse talent pool. That’s where Spectrum Tech Camp comes in for sparking interest and building real-world tech skills among students from all academic backgrounds, whether they’re in STEM, the arts, or other fields. We believe diversity in tech goes beyond gender, it’s also about different perspectives, skills, and backgrounds — all essential for building technology that works for everyone.” The camp gives students the chance to tackle real-world challenges from the LINE MAN app, which serves over 10 million users daily. By working closely with mentors from LINE MAN Wongnai, participants gain firsthand experience and insights into the company’s work culture, something rarely found in traditional classrooms or coding courses. They also hear directly from Pattrawoot Suesatayasilp, CTO of LINE MAN Wongnai and co-founder of Wongnai. Through hands-on workshops in four high-demand fields including Software Development, UX/UI Design, Data Science, and Business Development, students explore the tech world in an inclusive space that encourages them to be themselves, think big, and collaborate. As AI continues to evolve rapidly, LINE MAN Wongnai Spectrum Tech Camp focuses on building skills that AI can’t replace, essential for managing large-scale applications. These future-proof skills will help students stand out in the tech industry over the next 5 to 10 years: ●  Critical Thinking & Problem-Solving: The ability to see what AI might miss, think critically about its output, and design creative solutions that work in the real world. ●  Collaboration & Communication: Working with people from different backgrounds, sharing complex ideas in simple ways, and pushing projects forward—something AI still can’t do on its own. Dr. Chaiwut Lertwanasiriwan, Assistant to the President of IPST, added, “Tech learning shouldn’t be confined to classrooms or specific students. This partnership creates an open learning space, encouraging lifelong learning and helping Thai youth keep pace with technological changes.” Since day one, LINE MAN Wongnai has been committed to building an inclusive workplace where people of all genders and ages can grow equally, LGBTQ+ employees are supported, and women and people with disabilities have the opportunity to work as riders. It all reflects one of its core values: Respect Everyone. Because when inclusion is deeply rooted inside the company, it creates the power to drive change outside. Spectrum Tech Camp is a key step in passing that value on to the next generation. Sources:1 Women Tech Network (2024), Nash Squared Digital Leadership Report (2023)2 Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council – NXPO (December 2023) For press inquiries, please contactLINE MAN Wongnai’s Corporate Communication team: [email protected] 

LINE MAN Wongnai

9 Jun 2025

LINE MAN ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดคอร์สซ่อมบำรุงจักรยานยนต์

LINE MAN และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจับมือเดินหน้าปั้นโครงการพัฒนาทักษะอาชีพให้ไรเดอร์ต่อเนื่อง LINE MAN ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดโครงการ “ไลน์แมน เสริมทักษะซ่อมบำรุงจักรยานยนต์” โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาและต่อยอดทักษะของไรเดอร์ทั่วประเทศให้สามารถสร้างโอกาสทางอาชีพตามความสนใจ ด้วยหลักสูตรซ่อมบำรุงจักรยานยนต์และการขับขี่อย่างปลอดภัย โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งให้ไรเดอร์ได้เข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดย LINE MAN และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จับมือเตรียมปั้นโครงการพัฒนาทักษะอาชีพให้ไรเดอร์ในอนาคต เดินหน้าตามนโยบายของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาทักษะให้ไรเดอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างโอกาสทางอาชีพเพิ่มเติม นอกจากนี้ LINE MAN ยังเตรียมขยายความร่วมมือกับสถาบันเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการสร้างสรรค์คอร์สอบรมที่เป็นประโยชน์แก่ไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง ในงานเปิดตัวโครงการได้รับเกียรติจากนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai, นายสรรชัย ชอบพิมาย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ,นายวีระพงษ์ วงษ์ชาดี นักวิชาการพัฒนาฝีมือเเรงงานชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก และนายเกียรติศักดิ์ นาถชัชวาล ครูฝึกฝีมือแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ร่วมเปิดงาน พร้อมกับไรเดอร์ที่มาร่วมอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ณ The Phyll Connect เมื่อเร็วๆ นี้

LINE MAN Wongnai

20 Jul 2022

LINE MAN ร่วม โคคา-โคล่า ส่งแคมเปญ “อร่อยซ่า ทุกคืนพิเศษ” ดึงเกมสร้างความสนุก มอบความสุขให้กับทุกมื้ออาหาร

LINE MAN ผนึกกำลัง โคคา-โคล่า เปิดตัวแคมเปญสุดคูล “อร่อยซ่า ทุกคืนพิเศษ” ตอกย้ำการเป็นตัวจริงแห่งวงการอาหารที่สร้างมิติใหม่ให้กับผู้บริโภคคนไทย พร้อมดึงการตลาดแบบ Gamification สร้างประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ให้มีความหลากหลายและสนุกสนานมากขึ้น สะท้อนความตั้งใจในการจุดประกายความสุขและสร้างความสนุกให้กับผู้ใช้ในทุกมื้ออาหารและทุกช่วงเวลา โคคา-โคล่า และ LINE MAN เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์แคมเปญ “อร่อยซ่า ทุกคืนพิเศษ” ในทุกช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ศุกร์, เสาร์, และอาทิตย์ ตลอดเดือนกรกฎาคม 2565 ถึงเดือนกันยายน 2565 ต่อยอดความสำเร็จของโปรแกรม อร่อยซ่ากับ “โค้ก” เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของโคคา-โคล่า  พร้อมดันยอดขายร้านอาหารผ่านการทำโปรโมชันคู่ผลิตภัณฑ์ “โค้ก” จากร้านอาหารพาร์ทเนอร์และเมนูคอมโบ้ที่หลากสำหรับผู้บริโภค เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้ทุกมื้อพิเศษ พร้อมเติมเต็มการทานอาหารที่ครบทุกรสชาติในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งนอกจากมอบส่วนลดค่าอาหาร 50 บาท เมื่อสั่งซื้อเมนูอร่อยซ่ากับ ”โค้ก” ความพิเศษของแคมเปญในปีนี้ คือ การนำเกมมาสร้างความสนุกให้แก่ผู้ใช้ผ่านกลยุทธ์ Gamification Marketing บนแอปพลิเคชัน LINE MAN กับเกม “โค้ก อร่อยซ่า ล่ามื้อฟรี” หมุนตู้อร่อยซ่าล่ามื้อฟรี ระหว่างวันที่ 16-31 สิงหาคม 2565 และวันที่ 15-30 กันยายน 2565 เพื่อลุ้นรับโค้ดส่วนลดเมนูอร่อยซ่ากับ “โค้ก” และ โค้ดอิ่มฟรีกับเมนูพิเศษจากร้านพันธมิตร อาทิ แมคโดนัลด์, เท็กซัส ชิคเก้น, บอนชอน, อานตี้ แอนส์, เบอร์เกอร์ คิงส์ และเดอะพิซซ่า คอมปะนี เป็นต้น  สุดท้ายนี้ LINE MAN ในฐานะ Food Master ตัวจริงที่รู้ใจผู้ใช้คนไทยมากที่สุด มุ่งมั่นที่จะเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และจุดประกายความสุขในทุกมื้ออาหาร โดยความร่วมมือของ LINE MAN และ  โคคา-โคล่า ผู้นำในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่เข้าใจและมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด เพื่อเพิ่มประสบการณ์อร่อยซ่าคู่มื้อพิเศษที่ช่วยสร้างความสุข ความสนุกให้กับผู้ใช้ในทุกมื้ออาหารและทุกช่วงเวลา สำหรับแคมเปญ “อร่อยซ่า ทุกคืนพิเศษ” ผู้ใช้สามารถร่วมสนุกให้กับทุกมื้ออาหารกันได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 30 กันยายน 2565 บนแอปพลิเคชัน LINE MAN  

LINE MAN Wongnai

21 Jul 2022