LINE MAN ตอกย้ำความสำเร็จร่วมมือกับ “โคคา-โคล่า” เดินหน้าสร้างประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีในรูปแบบ Gamification อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งแคมเปญ “Flappy โค้ก อร่อยซ่าท้าคุ้ม” ชวนผู้ใช้สนุกกับเกมสุดพิเศษลุ้นรับโค้ดส่วนลดอาหารสูงสุด 50 บาท และเมนูพิเศษกับร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 13 สิงหาคมนี้ 

“โคคา-โคล่า” ผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทย และ LINE MAN ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์ของไทยต่อยอดความร่วมมือสร้างสรรค์แคมเปญที่ให้ผู้ใช้ได้ทั้งอิ่มอร่อยและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ใหม่ผ่านกลยุทธ์ Gamification Marketing อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้สร้างความสำเร็จในโปรแกรมความร่วมมือกับ “โค้ก” อย่างล้นหลาม

ล่าสุดส่งแคมเปญ  “Flappy โค้ก อร่อยซ่าท้าคุ้ม” ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จระหว่าง LINE MAN และ “โคคา-โคล่า” เพื่อสร้างปรากฎการณ์ความสนุกคู่ความอร่อยกับมื้ออาหารที่หลากหลาย ชวนผู้ใช้มามีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์ “โค้ก” ผ่านความพิเศษของแคมเปญในเกม “Flappy โค้ก อร่อยซ่าท้าคุ้ม” ที่ได้นำ Flappy bird เกมนกชวนโชว์ทักษะการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง เพื่อลุ้นรับโค้ดส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 50 บาท และเมนูพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ อาทิ Burger King, Texas Chicken, The pizza company, McDonald’s และ Bonchon 

ผู้ใช้สามารถร่วมสนุกกับเกม “Flappy โค้ก อร่อยซ่าท้าคุ้ม”ได้ทุกวัน ล่ารางวัลได้ทุกมื้อ บนแอปพลิเคชัน LINE MAN  ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2566

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา LINE MAN และ “โคคา-โคล่า” มุ่งมั่นมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้ เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนไทยในทุกมิติ ซึ่งนอกจากเป็นการเติมเต็มประสบการณ์มื้ออาหารสุดพิเศษแล้วยังเป็นการสานต่อความสำเร็จที่ได้รับกระแสตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดีอีกด้วย

News Release View More

โควิด-19 ทำให้เด็กยากจนกว่า 750,000 ชีวิต ต้องอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คุกคามสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปยังการจัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ท่ามกลางกระแสการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวิกฤตการโควิด-19 ยังมีเสียงเล็ก ๆ จากเด็กยากจนอีกกว่า 750,000 คน ทั่วประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมให้พ้นจากสภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอม” การปิดเทอมที่ยาวนานกับมื้ออาหารที่หายไป? การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศสั่งเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เด็ก ๆ มีระยะเวลาในการปิดเทอมที่ยาวนานออกไปถึง 45 วัน สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่ขัดสนก็คงจะไม่มีผลกระทบใด ๆ แต่เมื่อหันไปมองเด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเราจะพบวิกฤตที่แฝงอยู่ในวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเครือข่ายครูสังกัด สพฐ. ตชด. และ อปท. กว่า 400,000 คนทั่วประเทศได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมสำรวจความต้องการของนักเรียนยากจน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับเนื่องมาจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น เราพบว่าปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นคือความกังวลจากการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารของครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นพบว่าเด็ก ๆ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องมาจากเด็กส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารกลางวันที่ครบห้าหมู่จากโรงเรียนเป็นหลัก เมื่อการเปิดเทอมถูกเลื่อนออกไปจึงทำให้เด็กเหล่านี้ประสบสภาวะทุพโภชนาการและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” ความช่วยเหลือเร่งด่วน กสศ.ในฐานะที่เป็นองค์กรทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้วที่ กสศ. ได้เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนา เด็ก เยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ผู้พิการ และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 1,147,754 คน ครอบคลุม 27,731 โรงเรียนทั่วประเทศไทย เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กสศ. จึงเร่งดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้น กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาลรวมกับงบประมาณฉุกเฉิน รวมเป็นเงิน 500 ล้านบาท และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้นเอง ซึ่งเงินจำนวนนี้นับเป็นเงินฉุกเฉินเบื้องต้นที่ กสศ. ได้ดำเนินการเยียวยาเด็ก ๆ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างอีก 15 วันก่อนที่จะถึงวันเปิดเทอมที่ กสศ. จำเป็นต้องออกมาระดมทุนผ่านโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง” ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุน และร่วมสมทบทุนเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้กับเด็ก ๆ ครูลงพื้นที่พบเด็กอดมื้อกินมื้อ จากการลงพื้นที่ของเครือข่ายครูเพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนยากจนและจากพื้นที่ทุรกันดาร พบว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังพบว่าบางครัวเรือนที่ผู้ปกครองมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ จะประสบปัญหาไม่มีเงินซื้ออาหารเนื่องมาจากโดยปกติเด็กจะพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากโรงเรียน เมื่อมีการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้นจึงทำให้เด็กต้องอดมื้อกินมื้อ การปิดเทอมที่ยาวนานนี้ หากมองจากมุมของผู้มีอันจะกินคงมิใช่ปัญหา แต่หากมองในมุมของเด็กๆ เหล่านี้มันคือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและต้องการความช่วยเหลือ และร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง สารอาหารที่ไม่เพียงพอกระทบพัฒนาการของเด็กๆ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัญหาที่พบบ่อยในการติดตามพัฒนาการของเด็กยากจนคือ สภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่เด็กไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเด็กๆ เหล่านี้ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สมอง ซึ่งหากเด็กๆ ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลกระทบให้มีอาการสมองฝ่อ ร่างกายเตี้ย ผอมแคระแกร็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนและพัฒนาการทางสติปัญญา ที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่มีปัญหาจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเด็กมักจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในระหว่างปิดภาคเรียนเนื่องมาจากความยากจน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะพึ่งพาอาหารที่ถูกหลักโภชนาการจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อกำหนดเปิดภาคการศึกษาถูกเลื่อนออกไปจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กกลุ่มดังกล่าวโดยตรง เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่เรียนรู้ แต่คือโรงครัวของเด็กๆ ที่ยากจน” ปัญหาปากท้องของเด็กยากจนในช่วงปิดเทอมที่ยาวนานอาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งมือกันช่วยแก้ไข แต่ปัญหาระยะยาวนั้นมีผลกระทบเป็นทอดๆ และต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ซึ่งสภาวะขาดแคลนของครอบครัวที่ขาดรายได้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กแล้ว ยังเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จนสามารถส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้นจำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด และแน่นอนว่าการที่เด็กคนหนึ่งจำต้องออกจากระบบการศึกษาจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในชีวิตของเด็กและสามารถกลายมาเป็นปัญหาอื่นๆ ให้กับสังคมได้อีกมากมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนพิเศษจำนวนกว่า 750,000 คนทั่วประเทศ ในโครงการ #สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับกสศ. ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: กสศ.มาตรา 6(6) เลขบัญชี: 172-0-30021-6 หรือเวบไซต์ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

LINE MAN Wongnai

21 May 2020

LINE MAN Wongnai หนุน Reskill–Upskill คนละครึ่งพลัส ชูโซลูชันดิจิทัลครบที่สุดในตลาด ช่วยร้านเล็กลดต้นทุน-เพิ่มรายได้

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล LINE MAN Wongnai นำโดย ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมพันธมิตร ttb และ FlowAccount ร่วมสนับสนุนยุทธศาสตร์ “Quick Big Win” ของกระทรวงการคลัง ในโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ที่ผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับทักษะดิจิทัลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในโครงการคนละครึ่งพลัส โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธและรับฟังข้อมูลการพัฒนาศักยภาพร้านค้าผ่านเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง LINE MAN เปิดเผยภาพรวมการใช้งานโครงการคนละครึ่งพลัส ระบุว่า 65% ของร้านค้าทั่วประเทศ หรือราว 44,000 ร้านเลือกขายคนละครึ่งเดลิเวอรีบน LINE MAN โดยมียอดการใช้สิทธิ์ฟู้ดเดลิเวอรีเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม LINE MAN มากถึง 60% และที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นรายได้ร้านค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 เท่า สะท้อนบทบาทของ LINE MAN  ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญที่ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงลูกค้าได้อย่างกว้างขวางในโครงการภาครัฐ เพื่อร่วมผลักดัน​​โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม LINE MAN Wongnai จับมือกับ ttb และ FlowAccount นำเสนอ “ผู้ช่วยทางการเงินอัจฉริยะ” ที่รวมเทคโนโลยีระบบ Wongnai POS การจัดการยอดขายหน้าร้านและออนไลน์ ระบบรับชำระเงินครบวงจร บริการสินเชื่อธุรกิจอนุมัติรวดเร็ว ระบบบัญชีดิจิทัล และเครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลร้านค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล โดยร้านค้าสามารถขอรับ D-Voucher จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) มูลค่า 5,000 บาท สำหรับทดลองใช้บริการซอฟต์แวร์ Wongnai POS ได้ฟรี 6 เดือน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://aitransform.depa.or.th/ นอกจากนี้ ภายใต้โครงการร้านค้าที่ต้องการรับสิทธิสนับสนุนจากภาครัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเลือกเข้าร่วมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ ร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพัฒนาทักษะจำนวนไม่เกิน 400,000 รายแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อราย เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินและกระตุ้นการปรับตัวด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มเติมได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com โดยภายในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการได้รับเกียรติจาก กนกพร จูฑา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb และกฤษฎา ชุตินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง FlowAccount มาร่วมให้ข้อมูลที่บูธ LINE MAN ด้วยความตั้งใจเสริมทักษะและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ร้านค้าไทยเติบโตแข็งแรงในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai: [email protected]

LINE MAN Wongnai

19 Nov 2025

LINE MAN สานพลัง ฮอนด้า และภาคีฯ จัดอบรมขับขี่ปลอดภัยแก่ไรเดอร์ ลุยภารกิจสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนถนน

LINE MAN สานพลัง ไทยฮอนด้า จัดโครงการอบรม “ขับขี่ปลอดภัย” ครั้งที่ 4 มุ่งเสริมสร้างทักษะและวินัยการขับขี่ที่ถูกต้องให้กับไรเดอร์ เพื่อลดความเสี่ยงและอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตั้งเป้าสร้างแกนนำไรเดอร์ขับขี่ปลอดภัย 200 คนทั่วกรุงเทพฯ โดยได้รับการสนับสนุนจาก คณะอนุกรรมการด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างและกลุ่มไรเดอร์, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.) คุณอุบลวรรณ แก้วสมนึก หนึ่งในไรเดอร์ LINE MAN ที่เข้าร่วมอบรม เผยว่า “อาชีพไรเดอร์ต้องขับรถจักรยานยนต์ทุกวันจนบางครั้งก็อาจหลงลืมเทคนิคที่ถูกต้องไปบ้าง การได้กลับมาเรียนรู้กับครูฝึกที่ผ่านการอบรมจากญี่ปุ่นและลงสนามฝึกปฏิบัติจริง ทำให้เราได้ทบทวนพื้นฐานที่สำคัญและเสริมทักษะใหม่ ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีในงานประจำวัน นอกจากนี้ยังได้ทั้งความมั่นใจ การมีสติ และรู้จักประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้อยากนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปบอกต่อและชักชวนเพื่อนไรเดอร์ให้เข้าร่วมอบรมมากขึ้น เพราะยิ่งพวกเรามีทักษะและความปลอดภัยร่วมกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างถนนที่ปลอดภัยให้กับทุกคนได้จริง ๆ” พ.ต.อ.พชร์ ฐาปนดุลย์ ผู้กำกับการกลุ่มงานจราจร สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยถึงข้อมูลที่น่าสนใจว่า “อุบัติเหตุบนท้องถนนยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งคิดเป็น 80% ของอุบัติเหตุทางถนนทั้งหมด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักเผชิญกับแรงกดดันเรื่องเวลา จึงขับรถเร็วและซอกแซก ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาศัยเพียงการทำงานของตำรวจฝ่ายเดียวอาจดูแลได้ไม่หมด การที่หน่วยงานภาคเอกชนอย่าง LINE MAN ร่วมกับ Honda จัดกิจกรรมอบรมขับขี่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนให้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเป็นการปลูกฝังนิสัยและทักษะการขับขี่ที่ดีให้ไรเดอร์” นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ เลขาธิการมูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพวิกฤติความปลอดภัยทางถนนในกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน เพียง 8 เดือนแรกของปี มีอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์สะสมแล้วกว่า 90,000 ครั้ง และผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานที่เป็นกำลังหลักของครอบครัว เป็นสัญญาณเตือนที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง การที่ภาคเอกชนอย่าง LINE MAN ซึ่งมีพาร์ทเนอร์ไรเดอร์เป็นจำนวนมากได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงให้กับไรเดอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรและเป็นต้นแบบการจัดการ ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางถนนของประเทศได้อย่างเป็นระบบ” นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เปิดเผยว่า “การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นวาระแห่งชาติ ที่ไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังอยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานสากล หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร ใช้ระบบและเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นป้ายสัญญาณอัจฉริยะ อุปกรณ์ควบคุมความปลอดภัย หรือระบบโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในมุมของผู้ขับขี่ สิ่งที่สำคัญและอยู่ใกล้ตัวที่สุดคือ ระบบเบรกของรถจักรยานยนต์ หากผู้ขับขี่เข้าใจและได้รับการฝึกใช้งานได้อย่างถูกต้อง” คุณธนันท์ชัย เมฆประเสริฐวนิช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร  กล่าวว่า “นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจรแล้ว การสร้างจิตสำนึกสาธารณะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำให้เมืองของเราน่าอยู่ ไรเดอร์ถือว่าเป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์กลุ่มหลักที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมมากมายในเมืองหลวง เพราะฉะนั้นการสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไรเดอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคีต่างๆ อย่างแข็งขันและต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่มีระเบียบและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” คุณสุพจน์ พนธ์พงษ์ขจร ผู้จัดการทั่วไป สายงานส่งเสริมด้านความปลอดภัยทางถนน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า“หลักสูตร Basic Course ครั้งที่ 4 จากฮอนด้าและ LINE MAN ถูกออกแบบเพื่อยกระดับทักษะการขับขี่ของไรเดอร์โดยตรง จากข้อมูลจริงพบว่าไรเดอร์จำนวนมากแม้จะขับขี่ทุกวัน แต่ยัง ‘เบรกไม่ถูกวิธี’ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ ไฮไลท์ของหลักสูตรจึงอยู่ที่การฝึกเบรกที่ถูกต้อง ควบคู่กับการฝึก APT (Accident Prediction Training) เพื่อคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า นอกจากนี้ยังครอบคลุมการทบทวนพื้นฐานความปลอดภัย 6 ประการ (PDSA) การตรวจเช็กรถ 10 จุดสำคัญ และการฝึกควบคุมรถจริง เช่น การใช้คันเร่ง การเข้าโค้ง หรือการทรงตัวในที่แคบ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือช่วยให้ไรเดอร์มีความมั่นใจ ประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำ และกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกวัน” คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “LINE MAN มีไรเดอร์เป็นกำลังสำคัญในการให้บริการ เราตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างความปลอดภัยให้แก่พวกเขา การอบรมครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่สำคัญที่เรามอบให้ นอกเหนือจากประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองไรเดอร์และคนขับรถยนต์ทุกคนทันทีตั้งแต่เริ่มรับงานในระบบและขับเป็นครั้งแรก คุ้มครองในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ   เพราะเราเชื่อว่าความปลอดภัยของไรเดอร์คือรากฐานที่ยั่งยืนของธุรกิจ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นนี้จะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้าง แกนนำไรเดอร์ LINE MAN ขับขี่ปลอดภัย 200 คน ที่จะเป็นต้นแบบของการสร้างพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยในหมู่ไรเดอร์ พร้อมทั้งมีแผนที่จะขยายโครงการนี้ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดในอนาคต”  โครงการ “ขับขี่ปลอดภัย” ในความร่วมมือระหว่าง LINE MAN และไทยฮอนด้า จัดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากไรเดอร์ในการเข้าร่วมฝึกอบรม นอกจากนี้การเปิดโครงการครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณพงศ์วิชญ์ คงเจริญ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai, คุณกมลชนก กล่อมดี ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน และไรเดอร์ที่เข้าร่วมโครงการ ร่วมถ่ายภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร LINE MAN Wongnai: [email protected]

LINE MAN Wongnai

29 Aug 2025

LINE MAN งดเว้นค่าส่งทุกออร์เดอร์คนละครึ่ง ช่วยลดค่าใช้จ่าย 2 สัปดาห์

LINE MAN ประกาศงดเว้นค่าส่งทุกออร์เดอร์คนละครึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนทั่วประเทศ 2 สัปดาห์ LINE MAN ประกาศงดเว้นค่าส่งจากโครงการคนละครึ่งทุกออร์เดอร์ทั่วประเทศ (ให้บริการ 68 จังหวัด) ในระยะทาง 5 กิโลเมตรแรก ระหว่างวันที่ 18-31 ตุลาคมนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “จากรายงานของกระทรวงการคลังเปิดเผยยอดใช้จ่ายสะสมโครงการคนละครึ่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 361.9 ล้านบาท (ณ วันที่ 15 ต.ค.) เราเห็นยอดขายฝั่งร้านอาหารที่เข้าร่วมคนละครึ่งบน LINE MAN เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 80% สะท้อนให้เห็นผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการ ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในธุรกิจอาหาร” LINE MAN จึงช่วยสนับสนุนโครงการนี้ไปอีกขั้น ด้วยการช่วยจ่ายค่าส่งให้ลูกค้าที่สั่งออร์เดอร์คนละครึ่งทุกออร์เดอร์ จากร้านในระยะ 5 กิโลเมตร เป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ 18-31 ตุลาคมนี้ ในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศที่ LINE MAN ให้บริการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ลูกค้า และกระตุ้นยอดขายร้านอาหารและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม “จากโครงการคนละครึ่ง รัฐได้เข้ามาช่วยอุดหนุนค่าอาหารครึ่งหนึ่งแล้ว กำแพงที่เหลืออยู่คือค่าส่ง การงดเว้นค่าส่งครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้มาใช้สิทธิ์คนละครึ่งผ่าน LINE MAN มากขึ้น โดยมีตัวเลือกร้านอาหารคนละครึ่งมากที่สุดกว่า 45,000 ร้าน นอกจากผู้ใช้สิทธิ์จะได้รับความสะดวกสบายในการสั่งอาหารโดยไม่ต้องเสี่ยงออกจากบ้านและได้ลดค่าใช้จ่ายด้วยแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนเจ้าของร้าน พนักงาน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด และไรเดอร์ อีกหลายแสนครอบครัวได้อยู่รอดต่อไป” คุณยอดปิดท้าย

LINE MAN Wongnai

19 Oct 2021